“เทศกาลสาดสี” Holi Festival เป็นงานเฉลิมฉลองที่สวยงามและสะท้อนถึงความเชื่อทางศาสนา
“เทศกาลสาดสี” หรือ Holi Festival เป็นเทศกาลแห่งสีสันที่มีรากฐานลึกศาสนาฮินดูและเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงไต้ นอกจากความสนุกสนานแล้ว เทศกาลนี้ยังเป็นโอกาสที่ชาวอินเดียได้ร่วมกันสะท้อนถึงประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนาของพวกเขา

“เทศกาลสาดสี” หรือ Holi Festival เป็นเทศกาลแห่งสีสันที่มีรากฐานลึกศาสนาฮินดูและเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงไต้ นอกจากความสนุกสนานแล้ว เทศกาลนี้ยังเป็นโอกาสที่ชาวอินเดียได้ร่วมกันสะท้อนถึงประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนาของพวกเขา

เริ่มจากชื่อของเทศกาลที่มีความหมาย “Holi” หมายถึงการส่งท้ายปีเก่า โดยจัดขึ้น 2 วันในช่วงเดือนมีนาคม (แรม 1 ค่ำ เดือน 4) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนมีพื้นเพทางรื่นเริงและจัดเตรียมตัวในการส่งท้ายปีที่ผ่านมา และต้อนรับปีใหม่

ช่วงเช้าถึงเที่ยงวันในวันแรกของเทศกาล คนทั้งหมดจะรวมตัวกันและสาดสีหรือป้ายสีใส่กันอย่างสนุกสนาน ผงสีที่ใช้สามารถทำจากสมุนไพรธรรมชาติหลายชนิด เช่น ดอกทองกวาว, บีทรูท, ขมิ้น หรือผสมแป้งกับสีผสมอาหาร นอกจากความสนุกสนาน การสาดสียังเป็นทางเลือกในการสร้างประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยสีสันและความรื่นเริง

บนสาครของเทศกาลนี้ มีการจัดพิธีบูชาเป็นพิธีทางศาสนา เฉพาะสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและมีลูกชาย ซึ่งมีวัยทีจะถูกพิเศษเพราะเป็นช่วงเวลาที่ดีในการสร้างสิริมงคล และทำลายความชั่วร้ายออกจากลูกชาย ส่วนคู่แต่งงานที่ปรารถนาลูกชายก็มักจะทำพิธีบูชาในเทศกาลนี้ด้วย

ในเรื่องของเทคนิคการสาดสี เมื่อตามศาสนา มีเรื่องเล่าที่บอกว่า อสูรนามว่า หิรัณยกศิป ได้รับพรจากพระพรหมให้เป็นอมตะ แต่เจ้าอสูรต้องการให้ทุกคนบูชาตนเองเท่านั้น และลูกชายของอสูร ชื่อ ประหลาด (Prahlad) กลับบูชาแต่พระวิษณุ หิรัณยกศิป จึงออกอุบายฆ่าลูกชายตนเอง โดยการหลอกให้เข้ากองไฟพร้อมน้องสาวของตนที่ชื่อ โหลิกา ซึ่งได้รับพรพิเศษว่าไฟไม่สามารถทำร้ายเธอได้

ในความเชื่อทางศาสนา การสาดสีมีเรื่องเล่าถึง สาเหตุที่พระกฤษณะ นำสีไปสาดใส่สาวคนรักชื่อ ราธา เนื่องจากตนเองมีผิวสีคล้ำ ไม่ขาวเนียนเช่นสาวคนรัก เมื่อไปถามแม่ แม่จึงบอกให้นำสีไปสาดใส่ ราธา เสีย จึงเป็นที่มาของการสาดสีใส่กันใน “เทศกาลโฮลี” ที่สะท้อนถึงความหลากหลาย และความยาวนานของเทศกาลนี้ที่สามารถนำเสนอในแง่มุมทางวัฒนธรรมและความเชื่อได้อย่างลึกซึ้ง

Trending Now
|
“เทศกาลสาดสี” Holi Festival เป็นงานเฉลิมฉลองที่สวยงามและสะท้อนถึงความเชื่อทางศาสนา
“เทศกาลสาดสี” หรือ Holi Festival เป็นเทศกาลแห่งสีสันที่มีรากฐานลึกศาสนาฮินดูและเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงไต้ นอกจากความสนุกสนานแล้ว เทศกาลนี้ยังเป็นโอกาสที่ชาวอินเดียได้ร่วมกันสะท้อนถึงประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนาของพวกเขา

“เทศกาลสาดสี” หรือ Holi Festival เป็นเทศกาลแห่งสีสันที่มีรากฐานลึกศาสนาฮินดูและเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงไต้ นอกจากความสนุกสนานแล้ว เทศกาลนี้ยังเป็นโอกาสที่ชาวอินเดียได้ร่วมกันสะท้อนถึงประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนาของพวกเขา

เริ่มจากชื่อของเทศกาลที่มีความหมาย “Holi” หมายถึงการส่งท้ายปีเก่า โดยจัดขึ้น 2 วันในช่วงเดือนมีนาคม (แรม 1 ค่ำ เดือน 4) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนมีพื้นเพทางรื่นเริงและจัดเตรียมตัวในการส่งท้ายปีที่ผ่านมา และต้อนรับปีใหม่

ช่วงเช้าถึงเที่ยงวันในวันแรกของเทศกาล คนทั้งหมดจะรวมตัวกันและสาดสีหรือป้ายสีใส่กันอย่างสนุกสนาน ผงสีที่ใช้สามารถทำจากสมุนไพรธรรมชาติหลายชนิด เช่น ดอกทองกวาว, บีทรูท, ขมิ้น หรือผสมแป้งกับสีผสมอาหาร นอกจากความสนุกสนาน การสาดสียังเป็นทางเลือกในการสร้างประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยสีสันและความรื่นเริง

บนสาครของเทศกาลนี้ มีการจัดพิธีบูชาเป็นพิธีทางศาสนา เฉพาะสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและมีลูกชาย ซึ่งมีวัยทีจะถูกพิเศษเพราะเป็นช่วงเวลาที่ดีในการสร้างสิริมงคล และทำลายความชั่วร้ายออกจากลูกชาย ส่วนคู่แต่งงานที่ปรารถนาลูกชายก็มักจะทำพิธีบูชาในเทศกาลนี้ด้วย

ในเรื่องของเทคนิคการสาดสี เมื่อตามศาสนา มีเรื่องเล่าที่บอกว่า อสูรนามว่า หิรัณยกศิป ได้รับพรจากพระพรหมให้เป็นอมตะ แต่เจ้าอสูรต้องการให้ทุกคนบูชาตนเองเท่านั้น และลูกชายของอสูร ชื่อ ประหลาด (Prahlad) กลับบูชาแต่พระวิษณุ หิรัณยกศิป จึงออกอุบายฆ่าลูกชายตนเอง โดยการหลอกให้เข้ากองไฟพร้อมน้องสาวของตนที่ชื่อ โหลิกา ซึ่งได้รับพรพิเศษว่าไฟไม่สามารถทำร้ายเธอได้

ในความเชื่อทางศาสนา การสาดสีมีเรื่องเล่าถึง สาเหตุที่พระกฤษณะ นำสีไปสาดใส่สาวคนรักชื่อ ราธา เนื่องจากตนเองมีผิวสีคล้ำ ไม่ขาวเนียนเช่นสาวคนรัก เมื่อไปถามแม่ แม่จึงบอกให้นำสีไปสาดใส่ ราธา เสีย จึงเป็นที่มาของการสาดสีใส่กันใน “เทศกาลโฮลี” ที่สะท้อนถึงความหลากหลาย และความยาวนานของเทศกาลนี้ที่สามารถนำเสนอในแง่มุมทางวัฒนธรรมและความเชื่อได้อย่างลึกซึ้ง

Trending Now