กระแสสุขภาพที่ได้รับความนิยมในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงมากมาย การดูแลสุขภาพไม่เพียงแค่เรื่องอาหารและการออกกำลังกาย แต่เริ่มมีความสนใจในสไตล์การดูแลตนเองที่หลากหลาย เช่น การเข้าฟิตเนสหรือยิมเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ การทำสมาธิเพื่อความแข็งแกร่งทางจิตใจ รวมถึง Crossfit ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ครอบคลุมกล้ามเนื้อต่าง ๆ ของร่างกาย แต่กลับมีการฝึกอย่างโยคะที่ยังคงความนิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณในเอเชียเป็นร้อย ๆ ปี คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมโยคะยังคงมีความนิยมแม้มันมีอยู่มานานเกิน 2,000 ปีแล้ว
โยคะเกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่มีความสงสัยในร่างกายและจิตใจของพวกเขา และมองหาวิธีการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของทั้งร่างกายและจิตใจ มีหลักฐานจากโบราณคดีมากมายที่บ่งชี้ว่าโยคะมีอยู่มานานกว่า 2,000 ปี ก่อนคริสตกาล นักปราชญ์ชาวฮินดูชื่อ วา ปตัญชลี ได้เป็นผู้เริ่มต้นและพัฒนาแนวคิดโยคะไปสู่ระดับใหม่
โยคะเริ่มมีการแพร่กระจายไปทั่วโลกเมื่อชาวตะวันตกรับโยคะเข้ามาและปรับปรุงให้เข้ากับสไตล์การออกกำลังกายในสมัยใหม่ โยคะเน้นที่ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ โครงสร้างของกระดูก และระบบประสาท มุ่งเน้นการทำสมาธิและความเข้มแข็งของจิตใจ ซึ่งจุดประสงค์คือ เพื่อให้ร่างกายทำงานได้อย่างเป็นระบบ ลื่นไหล และสมดุล
แม้ว่าการฝึกโยคะจะดูเหมือนกับกีฬาชนิดอื่นๆ ที่มีระดับความยากและง่ายต่างกัน การฝึกโยคะก็มีการแบ่งระดับตามความยากง่ายของท่าทาง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ทุกคนสามารถทำได้ดั่งใจ มีข้อกำหนดพื้นฐานเหมือนกับการออกกำลังกายอื่นๆ เช่น ไม่ควรฝึกโยคะเมื่ออายุต่ำกว่า 9 ขวบ เพราะอาจเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ส่วนผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปสามารถฝึกได้ แต่ต้องปรับการฝึกให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย และถ้ามีอาการบาดเจ็บใดๆควรมีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
การฝึกโยคะช่วยเพิ่มระดับสารสื่อประสาทที่เกี่ยวกับอารมณ์ ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดความเครียด และกังวลจากเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน การฝึกโยคะให้ประโยชน์มากมายเมื่อเปรียบเทียบกับการทำสมาธิ และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการกับความเครียดและความกังวล การศึกษาได้พบว่าการฝึกโยคะแต่ละวันเพียง 12 นาที สามารถช่วยควบคุมไม่ให้มวลกระดูกลดน้อยลง และทำให้ร่างกายแข็งแรงอย่างมีนัยสำคัญ เป็นการป้องกันกระดูกเสื่อมที่สำคัญโดยเฉพาะเมื่อเราเข้าสู่วัยทอง ทั้งๆ ที่การฝึกโยคะมีผลในระดับยีนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดและความกังวล การฝึกโยคะเข้ามามีบทบาทสองชั้นที่เข้าไปกับการฝึกออกกำลังกาย แต่เป็นการทำสมาธิพร้อมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นการฝึกโยคะเป็นการประโยชน์คู่ขนานในระยะเวลาเดียวกัน การฝึกต่อเนื่องจะมีประโยชน์สูงสุดเมื่อมีผู้เชี่ยวชาญและครูโยคะที่มีความรู้และประสบการณ์สอนให้คุณฝึกอย่างถูกวิธี และปลอดภัยสำหรับสุขภาพและสภาพร่างกายของคุณ