สิ่งก่อสร้างที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เช่น พีระมิดของอียิปต์ หรือหอคอยแห่งบาเบล หรือแม้กระทั่งตึกระฟ้าที่สูงขึ้นไปยาวแสนชั้นก็ไม่ใช่เพียงแค่โครงสร้างที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น มันเป็นตัวแทนของความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกในทุกยุค การพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดเป็นสิ่งผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ในสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่เราเห็นในปัจจุบัน
ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ผ่านมา ตึกระฟ้าหรือ Sky scraper เกิดขึ้นมาในหลายประเทศ ซึ่งความจำเป็นที่สร้างตึกระฟ้านี้ คือจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และพื้นที่ที่มีอย่างจำกัด ซึ่งทำให้เราต้องหาวิธีในการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งตัวเลือกที่สำคัญที่สุดก็คือการสร้างอาคารที่มีความสูงขึ้นไป และแสดงถึงความมั่งคั่งในทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลให้ตึกระฟ้ามีจำนวนชั้นนับร้อยชั้นขึ้นมา
คำว่า "ตึกระฟ้า" เกิดขึ้นในอิตาลี ศตวรรษที่ 13 ด้วยหอคอยที่มีความสูงกว่า 300 ฟุต ในยุคโบราณ การก่อสร้างต้องใช้หินและอิฐในการก่อสร้างฐานตึกเพื่อรองรับน้ำหนักและแรงกด ต่อมาเริ่มมีการสร้างตึกแบบทีละส่วนโดยเหล็กหล่อ เพราะสามารถลอกเลียนแบบหินและอิฐในราคาและน้ำหนักที่น้อยกว่า และคานเหล็กช่วยกระจายน้ำหนักได้อย่างสม่ำเสมอ การประดิษฐ์ลิฟต์และบันไดเลื่อนไฟฟ้าจึงช่วยให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น
เทคโนโลยีและนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ที่มีความรวดเร็วและประหยัดนี้ ส่งผลให้เกิดตึกระฟ้าแห่งแรกในชิคาโก นั่นคือมีการสร้างโฮม อินชัวรันซ์ ซึ่งเป็นตึกระฟ้าแห่งแรกที่สูงสุดในโลกในปี 1913 มีหอคอยที่สูงถึง 800 ฟุต เป็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลก จนกระทั่งวอลเตอร์ พี.ไครเลอร์ สร้างตึกที่สูงถึง 1,046 ฟุต เป็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกทันทีในปี 1931
ไม่นานหลังจากนั้น ตึกเอมไพร์ สเตท ในนิวยอร์กเปิดตัว เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1929 และเสร็จสมบูรณ์ในปี 1931 ด้วยความสูง 1,250 ฟุต ตึกเอมไพร์ สเตท เป็นสถานที่ทำงานของหลายบริษัท และมีนักท่องเที่ยวเข้าชมนับล้านคน ต่อมามีการสร้างตึกเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ และ ตึกเปโตรนาส 1 และ 2 ในเอเชีย ทั้งหมดนี้ก็เพียงแค่จุดเริ่มต้นของสิ่งก่อสร้างที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตัวตึกรูปแบบกล่องแก้วเหล่านี้ ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความสามารถในการสร้างสรรค์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดนิ่งของมนุษย์ในยุคปัจจุบันต่อไป